Pimchanok's profileP r e t t y P i m !!^_^...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
P r e t t y P i m !!^_^!!Let's join on http://prettypim.hi5.com |
||||
|
October, 2007 อยากเป็นแฟน หรือชู้ทางใจ
ตกลงเค้าอยากเป็นแฟนหรือเป็นชู้ล่ะเนี่ย? แต่ขออุบอิบว่าเป็นชู้ทางใจก็พอ อย่าได้คิดเป็นชู้ทางกายด้วยเลย ซึ่งกรณีเนี้ยดูออกยากกว่ากัน เพราะทั้งสองประการ (แฟนหรือ ชู้ทางใจ) นั้นกํ้ากึ่งกันเหลือเกินอะดิ งั้นตะลุ่งตุ้งแช่ ขอแจกแจงให้ฟังละกัน หากอยากรู้ว่า คนที่ตัวเองคบอยู่นั้น เค้าคิดอยากเป็นแฟนหรือเป็นชู้ทางใจกับคุณกันแน่? เอ้า เริ่มสังเกตกันดังต่อไปนี้ได้เลย เพราะ สัญญาณต่อไปนี้ แสดงว่า อยากเป็นแฟน ถ้าเค้า... 1. พูดให้ฟังว่า คุณกับเพื่อนสนิทหรือพี่น้องของเค้ามีบางสิ่งเหมือนกัน เช่น หัวเราะเหมือนม้าดีดกะโหลกงี้ อิอิ...พูดเล่นน่า ห้ามตกใจ เอาเป็นว่าเหมือนกันในเรื่องของนิสัยใจคอ, รักสนุกและชอบไปร้องเพลงคาราโอเกะละกัน ดังนั้น เค้าจึงคิดว่า คุณกับคนเหล่านี้คงสนิทกันได้ไม่ยาก 2. เค้าชอบหารือถึงแผนการในอนาคต แถมยังสนใจในสิ่งที่คุณมีเป้าหมายอยู่ในใจด้วยใช่มะ...นั่นแน่ หวังลงหลักปักฐานด้วยกันก็บอกมาเหอะ น่าส่งเสริมนะ ไม่ใช่น่าหมั่นไส้ 3. เค้าไม่ลังเลที่จะแนะนำคุณเมื่อเผอิญเจอคนที่เค้ารู้จัก อู้หู หยั่งงี้ นอกจากจะแสดงว่าเค้าจริงใจกับคุณแล้ว เค้ายังภูมิใจในตัวคุณด้วยน่ะซี 4. เล่าให้ฟังอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไมรักครั้งก่อนของเค้าจึงกลายเป็นอดีต และพยายามเรียนรู้ความผิดพลาดคราวนั้นเพื่อทำให้รักครั้งต่อไป ไม่ล้มเหลวเหมือนคราวที่แล้วไงเล่า (จริงอะ) 5. แสดงความสนใจในตัวคุณด้วยการถามเรื่องแฟนเก่า...มาแนวไหนวะเนี่ย เช่น ถามว่าแฟนเก่าของคุณมีจุดเด่นอะไร ทำไมถึงชอบ แล้วสิ่งที่ไม่ชอบในตัวแฟนเก่าล่ะ มีอะไรมั่ง? คงอยากเก็บข้อมูลไปปรับตัวกลับใจให้เป็นที่ชื่นชอบของคุณแหงๆ มองในทางบวกเข้าไว้แล้วใจจะเบิกบาน 6. แนะนำให้คุณดูหนังโรแมนติกหรือหนังผี...ฮ้า! สงสัยหนังภูตผีปิศาจช่วยทำให้คนเราหันมาเลิฟกันได้มั้ง หรือไม่งั้นถ้าดูด้วยกันจะได้หาเรื่องซบกันซะเลย ว้าว! 7. ชวนคุณให้มางานที่เค้าสามารถใช้เวลาร่วมกับคุณได้ และไม่เขินหากใครๆ เกิดเห็นเค้าอยู่กับคุณเข้าพอดี เพราะคิดว่าคุณเป็นพิกเจอร์ เพอร์เฟกต์ คู่รักเหมาะเหม็งของเค้าไง 8. เค้าอยากจับมือถือแขนคุณ เวลาไปไหนต่อไหนด้วยกัน...บ้างไหม? ถ้าใช่ แสดงว่าเค้าอยากเป็นแฟนแหงๆ ไม่ต้องสงสัยให้เวียนเฮดแล้ว พวกเราชอบใช้คำว่าชู้ทางใจ โดยหมายถึงแอบชอบและแอบหลงเสน่ห์ใครสักคนเข้าเท่านั้น ไม่ได้คิดเป็นอื่นมากไปกว่านี้ (เอ๊ะ หรือว่าคิด?) และคงไม่อ้าปากบอกคนนั้นหรอกว่า ฉันมีใจให้นะ แหม...มันเขินจะตาย ดังนั้น หากท่านใดลังเลไม่แน่ใจ ว่าใครคิดกะคุณในทางที่เป็นชู้ทางใจรึเปล่า? ก็ให้สืบจากพฤติกรรมดังต่อไปนี้ของ “ฝ่ายที่ส่งสายตามาเหล่” ละกัน ว่าเข้าข่ายนี้ไหม... 1. ชอบมองมาที่คุณบ่อยๆ แบบชอบดูพฤติกรรมน่ารักๆ และน่าใกล้ชิดของคุณไหม? ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นแหละก็ใช่แล้ว แต่เค้าคงไม่กล้าเข้าไปจีบตรงๆหรอก กลัวเขินแล้วทำอะไรเพี้ยนๆออกมาน่ะสิ หรือไม่งั้นอาจเพราะเค้ามีแฟนแล้วก็ได้ จึงขออยู่ห่างๆเข้าไว้ หยั่งงี้แม้เป็นชู้ก็ไม่น่าเกลียด เพราะไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้คุณนี่นา 2. เวลาคุยกันเค้ามักคุยเรื่องกว้างๆให้ฟัง เช่น เค้ามีงานอดิเรกอะไร, ไปออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ไหน, ชอบกีฬาอะไรเป็นพิเศษ และอยากรู้เรื่องของคุณด้วย เพราะเค้าสนคุณนี่จ๊ะ ถ้าเผื่อชอบอะไรคล้ายกันจะได้ชวนไปทำกิจกรรมนั้นด้วยกันซะเลย โถ...อุตส่าห์ใช้ ยาสีฟันใกล้ชิดแล้วก็ต้องลองอยู่ใกล้กันมั่งดิ แต่ขอร้องอย่าชวนแฟนคุณมาด้วยละกัน มันแสลงใจน่ะซีถามได้ 3. เค้าเคยบอกคุณไหมว่า เวลาทำงานของเค้าไม่แน่ไม่นอน หรือไม่เป็นอันหลับอันนอน หากไม่ได้เจอคุณซึ่งเป็นชู้ทางใจของเค้าก็บ่ฮู้? จึงอยากคุยกันทางโทรศัพท์มากกว่า เพราะหากต่างฝ่ายต่างมีแฟนแล้ว ถ้าแค่คุยกันทางโทรศัพท์ก็ไม่ถือว่านอกใจแฟน (จนเว่อร์ไป) น่ะสิ แต่ขืนให้คุณมาเจอเค้าสิ ไม่แน่น้า อะไรต่อมิอะไรอาจสะปร๊ากเลยเถิดขึ้นมาก็ได้ งั้นใช้เครื่องมือสื่อสารน่ะดีแล้ว ไม่ต้องเห็นหน้า เดี๋ยวยิ่งพาหวั่นไหว...โอ้โห ฟังลิเกดีจัง 4. บางทีเค้าอาจมีรูปของคุณตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน หรือดีไม่ดี รูปอาจอยู่ในกระเป๋าสตางค์ เค้าก็ได้ โอ้โห แอบมีใจให้ลึกซึ้งแฮะ สุดท้าย...ใจนึงเค้าก็อยากอยู่กะคุณสอง ต่อสองหรอกนะ แต่อีกใจกลับบอกตัวเองว่าอย่าดีกว่า, ลืมเสียดีกว่า เพราะพอใจที่จะแอบชอบโดยไม่แสดงออกมากเกินไปน่ะสิฮ้า รู้ได้ไงว่า คุณโสดนานเกินไปแล้ว
คุณยังโสดอยู่รึเปล่า? และกลัวที่จะเป็นโสดมั้ย?
บางคนนอกจากไม่กลัวเป็นโสดแล้ว ยังยอมอยู่อย่างบัวแล้งน้ำ แต่ได้ควงกิ๊กไม่ซ้ำหน้า เพื่อทดแทนกันซะเลย โถ...ช่างเป็นไลฟ์สไตล์ หรือการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่สมัยนี้ที่ไม่รีบตัดสินใจปู้ดป้าด หาเหาใส่หัว หาเรื่องใส่ตัวด้วยการรักษาความโสดไว้ยิ่งชีพ โอ้ย...เพราะอะไรนะรึ ก็เพราะคนโสดส่วนใหญ่หวั่นใจเหลือเกินว่า ถ้าเลือกแฟนได้ไม่ดีหรือไม่ได้อย่างที่ต้องการตามมาตรฐานโอลิมปิกแล้วไซร้ ย่อมสร้างปริศนาค้างคาใจไว้มากกว่าว่า แล้วจะครองคู่อยู่ กันได้ยืดรึเนี่ย แถมหนุ่มสาวสมัยใหม่ยังทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ดังนั้น พอรักไม่ค่อยยุ่งก็เลยมุ่งแต่งาน เหตุนี้จึงมีคนโสดที่เข้าข่ายควรแต่งงานได้ แล้ว แต่กลับละล้าละลังและปล่อยเรื่องของหัวใจให้เป็นไปตามยถากรรม มากกว่าจะเสาะหาหวานใจมาเจ๊าะแจ๊ะเอนจอยแบ่งปันความเลิฟต่อกันไงเล่า คุณเริ่ม รู้สึกว่าตัวเองเป็นโสดนานเกินไปแล้วรึยัง? หากท่านใดไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นงี้ไหม งั้นมามะ มาดูสิว่า มีสัญญาณเตือนให้รู้ว่า คุณเป็นโสดนานไปแล้วนะ ดังนี้...... 1. ขาดความมั่นใจในตัวเองเวลาอยู่ท่ามกลางเพศตรงข้ามบ้างมั้ย? เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเดินผ่านหรือหลุดเข้าไปอยู่ในดงที่มีคนหน้าตาดี๊ดี แถมสามารถทำให้หัวใจดวงน้อยๆของคุณสั่นไหวได้ละก็ แทนที่คุณจะเข้าไปตีซี้ ทำความรู้จักเพื่อสานต่อความสัมพันธ์ด้วย แต่เปล่าเลย คุณกลับเขินหลบหน้าหลบตา ไม่กล้าสู้หน้ากับ “คนที่ควรชักชวนมารักกัน” นี่แหละคือสัญญาณ อ.ต.ร. (อันตราย) ล่ะว่า คุณอยู่เป็นโสดนานจนไม่รู้ควรทำตัวอย่างไรกับ “ว่าที่หวานใจ” น่ะสิ ทว่า คนที่ใจกล้าหน้าด้านปรี่เข้าไปจะฉกผัวเขา...เอ้ย ...ฉกคนที่คุณสนใจแต่เผอิญเค้าควงแฟนมาด้วย โดยไม่สนว่าคนนั้นชอบคุณด้วยรึเปล่า แถมไม่เกรงใจแฟนเค้าอีก ก็เป็นการกระทำที่ห้าว (และคงแห้ว) ไปนะ แค่มั่นใจในตัวเองระดับปานกลางพอแล้ว ไม่ควร “มั่น” ซะจนทำอะไรห่ามๆร้อก 2. ติดนิสัยตามใจปาก เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นๆ เพราะอยู่ตัวคนเดียวมากไป ดังนั้น เวลาถูกชวนหรือคุณไปชวนใครทานอาหารก่อนก็เหอะ แต่พอถึงร้าน แทนที่คุณจะแสดงความสุภาพและให้ความสำคัญกับใครคนนั้น ด้วยการให้เค้าเป็นฝ่ายเลือกรายการอาหารที่จะสั่งก่อน หรือเทน้ำให้เค้าดื่ม ก่อนเทให้ตัวเอง แต่คุณสิ กลับไม่มีมารยาทเวลาอยู่บนโต๊ะอาหารเอาซะเลย แถมยังกินมูมมาม ชนิดไม่สนอิมเมจ (ภาพพจน์) ของตัวเองสักกะติ๊ด งั้นกลับไปติวมารยาทซะใหม่แล้วค่อยกลับมาลงสนามรักต่อ...ดีกว่านะ 3. มัวเอนจอยกับสัตว์ เลี้ยง หรืองานอดิเรก จนไม่สนที่จะมีแฟน เพราะลืมไปแล้วว่าจะบริหารเสน่ห์ของตัวเองยังไงให้ใครๆสนน่ะสิ เช่น ออกไปสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ที่ครั้งนึงคุณเคยหมกตัวอยู่กับก๊วนจอมซี้เหล่านี้ แทนจับเจ่าอยู่กับเจ้าตูบแสนซื่อ และแมวจอมประจบแต่ในบ้าน หรือไม่งั้นก็ติดละครหลังข่าว, รายการแข่งขันประกวดร้องเพลงที่ฮิตจัดกันเหลือเกิน รวมทั้งหนังซีรีส์ทางเคเบิลทีวี จนไม่ยอมพลาดละก็ นี่แหละแสดงว่า เป็นโสดนานจนฝุ่นจับแล้วนะยะ 4. แม้จีบใครได้สักคน คุณก็แค่คิดว่าเป็นกิ๊กคลายเหงาเท่านั้น ไม่ได้คิดจริงจังอะไรด้วย (เอ๊ะ หรืออีกฝ่ายไม่อยากจริงจังด้วยก็บอกมาซะดีๆ โธ่ทำแก้ตัวไปงั้น) ถึงออกลีลาจีบใครสักคนมาเป็นกิ๊ก (ชนิดว่าชอบมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่รัก) ได้ แต่คุณดันทำให้ ความสัมพันธ์ครั้งนี้เดินอยู่กะที่ซะงั้น ไม่ยอมพัฒนาความสัมพันธ์ให้ก้าวหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่ ปัดโธ่ ขืนเป็น “โสดไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” นานๆเข้า คุณยิ่งไม่กระตือรือร้นเลื่อนฐานะจากกิ๊กมาเป็นแฟนกันให้รู้แล้วรู้แรด (แรดน่ะทำเป็นแต่แฟนเหรอ แปลว่าอะไรน้อ) จึงทำให้ไม่มีแฟนถาวร เป็นแค่กิ๊กประเภทอยากเจอก็โทร.ไปนัดมาพบ ถ้าอยากคุยก็คุยกันทางโทรศัพท์ แถมยังทำงี้กับเค้าในเวลาที่ตัวเองต้องการเท่านั้นซะด้วย โดยไม่สนเค้าอยากคุยด้วยรึเปล่า แต่จะตื๊อให้คุยมีไรป่ะ ไม่รู้จักเจ้าแม่ซะแล้ว 5. ติดเพื่อนเกินกว่าจะหาแฟนมาเป็น “คนรู้ใจ” เคยชินกับการอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆมาตลอดชีวิตนี่หว่า แล้วจะดิ้นรนหาแฟนไปทำมั้ย เวลาอยู่กะเพื่อน คุณทำอะไรก็ได้ ทำตัวสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องเหนื่อยคอยประจบประแจงเอาใจใคร แหม้...ง่ายกว่าการอยู่กะแฟนตั้งเยอะ แถมอยู่กับเพื่อนยังไม่ต้องวางฟอร์มหรือเก๊กท่าด้วย 6. คบคนสะเปะสะปะ และสับสนระหว่างการคบแบบเป็นคู่รัก กับคบแบบแค่รู้จักน่ะต่างกันอย่างไร? เอ้าจะให้แยกคนทั้งสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้ไง ในเมื่อคุณอยู่คนเดียวมานานจนลืมไปแล้วว่า เวลาเจอ “คนที่ใช่” แล้วจะทำให้เค้ารู้ว่า เค้าคือ “หนึ่งเดียวคนนี้ของคุณ” ได้อย่างไร...นี่สิน่าคิด เคยเห็นคนโสดบางรายพอเจอใครที่ตัวเองติดตาต้องใจปุ๊บ พอผ่านด่านทำความรู้จักกันได้ แต่ก็กลับแป้ก ไม่ สามารถทำให้เค้ารู้ใจจริงของคุณสักทีก็มี จึงติดแหง็ก อยู่แค่การเป็นคนรู้จักนั่นแหละ ทั้งที่อีกฝ่ายเตรียมยินยอมพร้อมใจแล้วเชียวนะ เชอะยังบื้อใบ้อยู่ได้ อ้อ บอกก่อนว่า ไม่ได้ประสงค์จะชวนให้คิดมากซะหน่อยว่า เป็นโสดหรือมีคู่อย่างไหนดีกว่ากัน? ของพรรค์นี้ตัดสินใจเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมา “ยุ” คุณหรอก จริงไหมล่ะฮ้า August, 2007 21 ข้อน่าคิดว่า จริงไหม??21 ข้อน่าคิดว่า จริงไหม??
1.รักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม เติบโตด้วยการจุมพิต และจบลงด้วยน้ำตา June, 2007 เรารักกัน หรือ ฉันแค่รักเธอเรารักกันหรือฉันแค่รักเทอแย่จัง... รักใครคนหนึ่ง แต่กลับรู้สึกดีๆ กับอีกคนแย่จัง... รักใครคนหนึ่ง แต่กลับรู้สึกดีๆ กับอีกคนบ่อยครั้งเคยสงสัยว่า . . . ทำไมเราถึงเลือกที่จะบอก . . . รัก . . . คนหนึ่ง ในขณะที่อีกคน กับบอกแค่ว่า . . . รู้สึกดีๆ ใครคนหนึ่ง . . . เคยบอกไว้ว่า ความรู้สึกดีๆ มันมีอณูที่เล็กกว่า ความรัก มันสามารถแทรกซึม ผ่านช่องว่างของหัวใจ . . . เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายได้ . . . มันคล้ายกับ เมล็ดพันธุ์เล็กๆของ ความรัก รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้แสงแดดที่พอเหมาะ เอาใจใส่ ดูแล ทะนุถนอม สักวันเมล็ดพันธุ์นั้น . . . จะเติบใหญ่กลายเป็น . . . "ต้นไม้แห่งความรัก" มันเป็นความรู้สึกที่มากกว่าชอบ . . . แต่ไม่ใช่รัก และมีแนวโน้มว่า . . . จะพัฒนาต่อไป . . . ในขณะเดียวกัน . . . เรารักใครหนึ่งคนอยู่แล้ว . . . แต่กับรู้สึกดีๆ กับใครอีกหลายคน นั่นคืออะไร? เหตุผลนะเหรอ . . . เพราะโลกนี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ คนหนึ่งคนไม่สามารถเป็น และให้ทุกอย่างๆ ที่เราต้องการได้ คนที่รัก . . . อาจไม่ใช่คนๆ เดียวที่เข้าใจเรา คนที่รัก . . . อาจไม่ใช่คนๆ เดียวที่ใส่ใจเรา คนที่รัก . . . อาจไม่ใช่คนๆ เดียวที่เชื่อใจเรา เมื่อมีใครมาเข้าใจ ใส่ใจ เชื่อใจ มีหรือจะไม่รู้สึกดี หัวใจก็ย่อมไหวเอน . . . เชื่อเถอะว่าเป็นทุกคน . . . ถ้าไม่โกหกตัวเอง . . . ความรู้สึกดีๆ . . . อาจเกิดขึ้นกับใครบางคนในช่วงระยะใด เวลาหนึ่ง อิ่มใจ สุขใจ ประทับใจ อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ในขณะที่ความรัก . . . เกิดจากความผูกพันทางใจ สุข ทุกข์ เราร่วมรับรู้ ไม่ใช่แค่ระยะเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ . . . เราเองก็ไม่สมบูรณ์แบบ จงยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ . . . ของกันและกัน ความรู้สึกดีๆ . . . อาจเกิดขึ้นกับใคร ตอนไหน เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ความรัก . . . มันเกิดจากกระบวนการซับซ้อนของหัวใจ ต้องใช้เวลาในการถักทอ สายใยเบาบางนั้นขึ้นมา มันอาจเป็นความรู้สึก . . . พิเศษๆ ละม้ายคล้ายกัน แต่ ในเชิงความหมาย แตกต่างแน่นอน. . . June, 2007 "ไม่เคยมีความแน่นอนในความรัก""ไม่เคยมีความแน่นอนในความรัก"
คำพูดนี้ยังคงเป็นคำพูดอมตะเสมอ
ตราบใดที่โลกยังหมุนให้ชีวิตของคนเรา
ไปพบเจอเรื่องราวต่างๆ มากมายอยู่ทุกวัน
ความเปลี่ยนแปลงก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา..ยิ่งอ่อนไหวยิ่งเปลี่ยนง่าย
ธรรมชาติมอบไว้..ให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกได้พบเจอ
โดยเฉพาะมนุษย์ที่เราเชื่อกันว่า..
เป็นสัตว์ที่ไวต่อความรู้สึกมากที่สุด
ทุกนาทีที่โลกหมุนไปกระทบกับอะไรก็ตาม
มนุษย์จึงง่ายที่จะรู้สึกและสัมผัสได้
เช่นนั้นแล้ว..มนุษย์จึงง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างที่สุดเช่นกัน
![]() ในความเป็นคนรักที่เคยรักใคร่กันมานาน
วันคืนที่ได้เรียนรู้นิสัยใจคอกันมานั้นย่อมทำให้รู้จักกัน
อย่างลึกซึ้ง รู้จักนิสัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี
หรือแม้แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่เป็นสิ่งเข้าใจยาก
แต่ก็สามารถรู้สึกและเข้าใจ
ได้ด้วย Sense ของการเป็นคนใกล้ชิด
ทุกอย่างย่อมสื่อถึงกันได้
จึงเป็นเรื่องยากที่ใครสักคนจะปกปิดความรู้สึก
หรือเก็บงำอะไรบางอย่างให้อยู่ในใจเพียงอย่างเดียว
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนไป
อีกฝ่ายจึงสามารถรู้ได้ สัมผัสได้ก่อนใคร
อาจไม่ต้องมีใครบอก ไม่ต้องมองเห็นด้วยตาเปล่า
แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
ทุกๆ คนจะสามารถรับรู้ได้ด้วยใจ สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก
บางครั้งคำตอบหรือข้อสรุปว่า
ความรักไม่เหมือนเดิมแล้วก็ไม่ต้องรอคำยืนยันจากใคร
เพราะ Sense ของความรักจะช่วยเราหาคำตอบ
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอบรับได้มากน้อยแค่ไหน...
ถึงเวลาที่ต้องเลิกหรือยัง...เป็นคำถามที่ตอบยาก..แต่..
เราจำเป็นต้องสละเวลาสักหน่อย
เพื่อมาคิดคร่ำครวญหาคำตอบ
เพราะไม่ใช่เรื่องที่เราจะตอบได้ง่ายๆ เลย
เมื่อเราคบกับใครสักคน
คืนวันที่ผ่านมาล้วนเต็มไปด้วยความผูกพันกัน
จนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันไปแล้ว
เหมือนเส้นขนานสองเส้นที่ลากยาวคู่กัน
เคียงข้างกันไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างเติมเต็มกันและกัน
แต่ต้องอยู่คู่กันทั้งสองจึงจะเรียกว่าเส้นขนานได้
แต่ถ้ามีเส้นใดเส้นหนึ่งเฉไปออกนอกลู่นอกทาง
ก็ไม่อาจเรียกว่า..เป็นเส้นขนานอีกต่อไปได้แล้วล่ะ!!
![]() บ่อยแค่ไหน...ที่เส้นตรงอีกเส้นที่เคยทอดยาวอยู่ข้างๆ เรา
ได้เฉไปมาและโค้งห่างออกจากเรา
ปล่อยให้เราทอดยาว เ พี ย ง ลำ พั ง
และกลายเป็นเพียง "เส้นตรง" ที่ โ ด ด เ ดี่ ย ว
ความโดดเดี่ยวของการถูกทอดทิ้งนั้น
เ จ็ บ ป ว ด กว่าความโดดเดี่ยวของการไม่มีใคร
หลายๆ ครั้งที่เราจะต้องพบกับสายตาที่ว่างเปล่า
กับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปในรูปแบบที่เห็น
เราเป็นภาระของความรู้สึกที่เขาต้องรับผิดชอบ
คบกันไปทุกวันก็ต้องคอยรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและคำโกหก
คำแก้ตัว สารพัดเหตุผลที่จะถูกนำมาอ้าง
แม้บางครั้งที่เรารู้ทั้งรู้ว่าไม่จริง
แต่เมื่อไม่มีหลักฐานก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องแกล้งนิ่งเฉย
แกล้งทำเป็นเชื่อ ทั้งๆ ที่ในใจสุดจะกล้ำกลืน
มีอะไรที่ทำได้มากไปกว่านี้อีกล่ะ
แล้ว..ศักดิ์ศรีล่ะ..ศักดิ์ศรีของเราอยู่ตรงไหนกัน
![]() บางครั้ง...คนที่ไม่รักเราแล้ว
ก็ไม่มีทางที่จะบอกความจริงกับเราหรอก
เขาไม่มีทางจะ ย อ ม รั บ
และก็ไม่ยอมที่จะเอ่ยปากบอกเลิกลาด้วยเช่นเดียวกัน
ที่เขาไม่ยอมบอกเลิก
ก็อย่าได้คิดว่าเค้ายังรักเราอยู่ ยังอยากคบกับเราอยู่
ที่เขาอยู่เพราะเขาไม่อยากเป็นคนผิดต่างหาก
เขาไม่อยากถูกสังคมหรือคนรอบข้างประฌามว่าเป็นคนไม่ดี
เขาจะพันธนาการเราไว้ด้วยคำรักในครั้งอดีต
ซึ่งป่านนี้คงเสื่อมสภาพไปหมดแล้ว
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะ ก ด ดั น
ให้เราเป็นฝ่ายที่จะตัดสินใจเป็นคนบอกเลิกเองในที่สุด
ไหนๆ ชีวิตนี้ที่คบกันมา
ก็ทำเพื่อเขามาซะมากมายขนาดนั้นแล้ว
จะกินอะไร จะเอาอะไรแทบจะหามาถวาย
เคยขัดใจสักครั้งแทบไม่มี
ยอมจนไม่รู้จะยอมอะไรอีกแล้ว
ทำให้จนไม่รู้ว่ามีอะไรอีกที่ยังไม่ได้ทำ
ก็นั่นแระสิ่งสุดท้าย..ทำให้เขาหน่อยเป็นไร
เป็นคนเดินไปจากเขาเสียเอง
แค่นี้เขาก็กลายเป็นคนดีสมใจแล้ว
ส่วนคนรอบข้างจะมองว่า
เราไม่ดีที่เป็นคนบอกเลิกเขาไปยังไงก็ไม่ต้องไปสนใจ
ไม่ต้องแคร์อะไรทั้งนั้น
ไม่มีอะไรต้องเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้วนี่ !!!
" อาจจะเจ็บปวดไปหน่อย
แต่ก็จะเป็นการเจ็บครั้งสุดท้าย
และที่สำคัญเราได้เป็นคนเลือกเอง
เลือกที่จะหักอกตัวเองด้วยมือของตัวเอง
ถึงจะเสียใจแต่ก็แน่ใจได้ว่า..
ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้จะดีขึ้นแน่นอน
จะคิดอะไรมากทำใจใหญ่ๆ ไว้
เมื่ออยู่ก็เจ็บ จากก็เจ็บเหมือนกัน !!!....
|
|
|||
|
|